ศิลปะสากลสมัยกลาง (Middle Age)

ประมาณ ค.ศ. 300 – ค.ศ. 1300ความเจริญทางด้านศิลปะในยุคกลาง เป็นการสร้างสรรค์โดยวัดและคริสต์ศาสนิกชน ซึ่งมีความมั่นคงทางเศรษฐกิจและศิลปวิทยา ศิลปะของคริสต์ศาสนาจึงเจริญรุ่งเรือง โดยเฉพาะสิ่งก่อสร้างที่เกี่ยวกับวัดคาทอลิก มีลักษณะแตกต่างกันออกไปตามแต่ละท้องถิ่น แต่ส่วนใหญ่สิ่งก่อสร้างจะมีขนาดเล็กลง นิยมสร้างด้วยหินและปูผิวด้วยอิฐ สร้างสุสานด้วยการเจาะหินหน้าผา  กลุ่มศิลปะที่อยู่ในยุคกลางได้แก่ ศิลปะโกติก สมัยฟื้นฟูศิลปวิทยา ศิลปะบารอก และรอกโกโก
 
 
          ศิลปะโกธิก (Gothic Art) 
 
  
ศิลปะโกธิกนิยมแสดงเรื่องราวทางศาสนาในแนวเหมือนจริง (Realistic Art) ไม่ใช้สัญลักษณ์เหมือนศิลปะยุคก่อน งานสถาปัตยกรรมมีโครงสร้างทรงสูง มียอดหอคอยรูปทรงแหลมอยู่ข้างบน ทำให้ตัวอาคารมีรูปร่างสูงระหงขึ้นสู่เพดาน ซุ้มประตูหน้าต่างช่องลม มีส่วนโค้งแปลกกว่าศิลปะแบบใด ๆ  
สถาปัตยกรรม ใช้โครงสร้างอาร์ชแบบโค้งปลายแหลม (pointed Arch)ใช้เสาค้ำยันภายนอกอาคาร (flying buttresses) ส่วนช่องโล่งจากประตูถึงแท่งบูชาวงเก้าอี้ไว้สองข้างมีทางเดินขนานทั้งซ้ายขวา
อาคารสูง ยอดแหลมนิยมประดับกระจกสีที่หน้าต่าง
ประติมากรรม ใช้ประดับตกแต่งโบสถ์ส่วนสำคัญอยู่เหนือประตูทางเข้าและเสาใช้ประดับตกแต่งสุสานคนสำคัญเรื่องราวในคริสตศาสนารูปคนสัดส่วนค่อนข้างยาว เป็นเส้นตรงรอยยับย่นของเสื้อผ้ามากชอบสร้างรูปลอยตัว
จิตรกรรม   การทำกระจกสี (Stain Glass)ศิลปะกอธิค พบใน ฝรั่งเศส อังกฤษ สเปน เยอรมัน

 

ศิลปะสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยา (Renaissance Art) 
 
     เรอนาซอง หมายถึง การเกิดใหม่ (rebirth) การฟื้นฟูขึ้นมาอีก การกลับมีชีวิตขึ้นมาใหม่สงครามครูเสดนำความเปลี่ยนแปลงมาสู่ยุโรปตะวันตกอย่างใหญ่หลวง ระบอบการปกครองแบบศักดินาหมดสิ้นไป แว่นแคว้นต่าง ๆ เริ่มมีความเป็นอิสระ ศิลปินได้นำเอาแบบอย่างศิลปะชั้นสูงในสมัยกรีกและโรมัน มาสร้างสรรค์ได้อย่างอิสระเต็มที่ งานสถาปัตยกรรมมีการก่อสร้างแบบกรีกและโรมันเป็นจำนวนมาก ลักษณะอาคารมีประตูหน้าต่างเพิ่มมากขึ้น ประดับตกแต่งภายในด้วยภาพจิตรกรรมและประติมากรรมอย่างหรูหรา สง่างาม งานสถาปัตยกรรมที่ยิ่งใหญ่ในสมัยนั้นฟื้นฟูศิลปวิทยา
      งานจิตรกรรมและประติมากรรมในสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยา ศิลปินสร้างสรรค์ในรูปความงามตามธรรมชาติ และความงามที่เป็นศิลปะแบบคลาสสิกที่เจริญสูงสุด ซึ่งพัฒนาแบบใหม่จากศิลปะกรีกและโรมัน ความสำคัญของศิลปะสมัยฟื้นฟู 
        สถาปัตยกรรมที่ยิ่งใหญ่ในสมัยนั้นฟื้นฟูศิลปวิทยา ได้แก่ มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ (St. Peter)ในกรุงโรม เป็นศูนย์กลางของคริสต์ศาสนาโรมันคาทอลิก วิหารนี้มีศิลปินผู้ออกแบบควบคุมงานก่อสร้างและลงมือตกแต่งด้วยตนเอง ต่อเนื่องกันหลายคน เช่น โดนาโต บรามันโต (DonatoBramante ค.ศ. 1440 – 1514) ราฟาเอล (Raphel ค.ศ. 1483 -1520) ไมเคิล แองเจลโล (Michel Angelo ค.ศ. 1475 -1564) และโจวันนิ เบอร์นินี (Giovanni Bernini ค.ศ. 1598 -1680)
ศิลปะบารอกและรอกโกโก (Baroque and Rococo Art) 
 

คำว่า Baroque และ Rococo ในปัจจุบัน หมายถึง สิ่งที่มีการตกแต่งประดับประดาด้วยเครื่องอลังการ วิจิตรพิสดารจนเกินงาม เป็นศิลปะตอนปลายสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยาเชื่อมต่อกับศิลปะยุคใหม่ ศิลปะแบบบารอกและรอกโกโก เป็นลักษณะการจัดองค์ประกอบของศิลปะที่เน้นรายละเอียดส่วนย่อยอย่างฟุ่มเฟือย โดยเฉพาะการใช้ส่วนโค้ง ส่วนเว้า งานจิตรกรรม และประติมากรรม ยังคงเน้นรูปร่าง รูปทรงธรรมชาติ (Realistic) แต่ใช้สีรุนแรงขึ้น งานสถาปัตยกรรมประกอบด้วยเส้นโค้งมนตกแต่งโครงสร้างเดิม มีลวดลายอ่อนช้อย งดงาม อาคารที่ถือเป็นแบบฉบับของศิลปะบารอก และรอกโกโก ได้แก่ โบสถ์เซนต์แอกเนส (Church of St. Agnese) โบสถ์เซนต์คาร์โล(Church of St. Carlo) ที่กรุงโรม พระราชวังแวร์ซาย (Versailes palace) ในประเทศฝรั่งเศส โบสถ์ทั่วไปในยุโรปตอนเหนือ เช่นในประเทศเนเธอร์แลนด์และประเทศเยอรมนี เป็นต้น 

 ที่มา:http://artdsr-whitebear602-28.blogspot.com/p/blog-page_17.html

โพสท์ใน ไม่มีหมวดหมู่ | ใส่ความเห็น

ศิลปะสมัยรัตนโกสินทร์

  • ศิลปะสมัยรัตนโกสินทร์ (หรือศิลปะแบบกรุงเทพฯ) หมายถึงรูปแบบศิลปะในรัชสมัย ราชวงศ์จักรีโดยพบในกรุงเทพฯ หลังจากกรุงศรีอยุธยาล่มสลายเมื่อปี 2310 ศิลปะในยุคนี้สะท้อนให้เห็นถึง 2 แนวคิด ได้แก่ การส่งเสริมขนบธรรมเนียมดั้งเดิมของสยามใน 3 รัชสมัย ได้แก่ รัชกาลที่ 1, 2 และ 3 และยุคต่อมาตั้งแต่รัชกาลที่ 4 จนถึงปัจจุบันนี้ซึ่งมีการผสมผสานรูปแบบอันทันสมัยจากตะวันตกในงานศิลปะด้วย
  • ในสมัยกรุงเทพฯ ยุคแรกๆ นั้น มีการขนย้ายงานแกะสลักมากมายจากบริเวณที่ถูกภัยสงครามมาไว้ยังกรุงเทพฯ และมีการสร้างงานศิลปะใหม่ๆ เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ซึ่งถือว่าเป็นการกอบกู้อดีต
  • ชิ้นงานที่สร้างขึ้นในภายหลังมีการประดับตกแต่งอย่างงดงาม และความเรียบง่ายตามแบบฉบับของยุคก่อนๆ ก็ถูกเบียดบังด้วยเครื่องประดับต่างๆ นานา และบางคนถึงกับกล่าวว่าเป็นการสูญเสียจิตวิญญาณของพระพุทธรูปไป
ครุฑประดับบนหลังคาพระบรมมหาราชวังในกรุงเทพฯ
ครุฑประดับบนหลังคาพระบรมมหาราชวังในกรุงเทพฯ
  • ในยุคที่สอง พระพุทธรูปเริ่มมีความเหมือนจริงมากขึ้นและมีความเป็นมนุษย์มากยิ่งขึ้น โดยสะท้อนให้เห็นได้จากร่างกาย ทรงผมและลักษณะผมที่เหมือนมนุษย์มากขึ้น และห่มจีวรโดยจับเป็นจีบ ยุคนี้เป็นยุคที่ภาพจิตรกรรมฝาผนังเฟื่องฟูอย่างมาก
  • หลังจากที่สถาปนากรุงเทพฯ ขึ้นมา การประดับตกแต่งวัดวาอารามก็เฟื่องฟูขึ้น การวาดภาพเกี่ยวกับศาสนาถือว่าเป็นวิธีการทำบุญอย่างหนึ่ง และนอกจากนั้นยังช่วยสอนศีลธรรมให้ประชาชนผ่านทางภาพวาดพุทธประวัติขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้าจากนิทานชาดก ซึ่งเป็นพระชาติก่อนๆ ของพระพุทธเจ้า
  • ภาพจิตรกรรมฝาผนังของไทยแตกต่างจากงานของตะวันตกอย่างสิ้นเชิง โดยที่จิตรกรรมของไทยไม่มีมิติความลึก เพื่อให้ผู้ที่เลื่อมใสศรัทธาได้รับรู้ถึงเหตุการณ์หรือบุคคลสำคัญๆ ดังนั้น จึงต้องยึดถือธรรมเนียมปฏิบัติบางอย่างที่สืบทอดมา เช่น การใช้สี ซึ่งให้พระพุทธเจ้ามีพระวรกายสีทองและห่มจีวรสีแดงเข้ม
  • ภาพจิตรกรรมเหล่านี้ผสานรวมความจริงกับตำนานเข้าไว้ด้วยกัน โดยผสานโลกที่เรารู้จักเข้ากับสรวงสวรรค์ โดยแฝงคติไว้ในการกลับชาติมาเกิดอันน่าสรรเสริญและความสูงส่งทางจิตวิญญาณ ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อในเรื่องจักรวาลวิทยาของศาสนาพุทธและฮินดู

สถานที่ที่ดีที่สุดสำหรับชมศิลปะสมัยรัตนโกสินทร์ ได้แก่

 

  • วัดพระแก้วมรกต กรุงเทพฯ
  • พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติกรุงเทพฯ
  • วัดใหญ่อินทราม ชลบุรี
  • วัดสุวรรณาราม ธนบุรี กรุงเทพฯ
  • วัดบางยี่ขัน กรุงเทพฯ
  • โบสถ์พุทไธสวรรค์ กรุงเทพฯ
  • วัดราชสิทธาราม ธนบุรี กรุงเทพฯ
ประตูวัดสมัยรัตนโกสินทร์
ประตูวัดสมัยรัตนโกสินทร์
หนึ่งในยักษ์ 12 ตนที่คอยปกปักษ์รักษาวัดพระแก้วมรกต
หนึ่งในยักษ์ 12 ตนที่คอยปกปักษ์รักษาวัดพระแก้วมรกต
เทวรูปในตำนานสีทองสมัยรัตนโกสินทร์
เทวรูปในตำนานสีทองสมัยรัตนโกสินทร์

 

โพสท์ใน ไม่มีหมวดหมู่ | ใส่ความเห็น

ประวัติศาสต์ศิลปะ สุโขทัย : ประติมากรรมสุโขทัย

ข้อมูลพื้นฐานของอาณาจักรสุโขทัย

สุโขทัยเป็นรัฐโบราณที่อยู่ในบริเวณลุ่มแม่น้ำยม สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นเมื่อประมาณตอนกลางพุทธศตวรรษที่ ๑๘ โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่วัดพระพายหลวง เป็นรัฐที่มีความสัมพันธ์กับขอมและละโว้ หรือลพบุรีในปัจจุบัน หลักฐานที่เป็นประจักษ์พยานคือ วัดพระพายหลวง วัดศรีสวาย ซึ่งเป็นศาสนสถานในศาสนาพุทธ นิกายมหายาน และศาลตาผาแดง ซึ่งเป็นเทวสถาน ต่อมาในสมัยพ่อขุนรามคำแหงได้มีการย้ายเมืองมาตั้งอยู่บริเวณที่เป็นเมืองโบราณสุโขทัยที่รู้จักกันในปัจจุบัน  โดยมีศูนย์กลางคือวัดมหาธาตุ เมืองแห่งใหม่นี้ได้สร้างขึ้นทางทิศใต้ของเมืองเก่า มีกำแพงเมืองด้านทิศเหนือติดกับคูเมืองด้านทิศใต้ของเมืองสุโขทัยเดิม

 

จากหลักฐานด้านจารึกให้ข้อมูลทางประวัติศาสตร์ว่าเมืองสำคัญในแคว้นสุโขทัยมีทั้งหมด ๕ เมืองคือ เมืองศรีสัชนาลัย เมืองสรลวงสองแควหรือพิษณุโลก เมืองสุโขทัย และเมืองชากังราวหรือเมืองพิชัย ซึ่งเจ้าเมืองเหล่านี้ต่างก็เป็นญาติพี่น้องกัน โดยมีเมืองสุโขทัยเป็นเมืองของผู้นำที่จะเข้ามาปกครองดินแดนเหล่านี้ ดังนั้นผู้ที่จะขึ้นมาปกครองแคว้นสุโขทัยจึงต้องเป็นผู้มีบุคลิกภาพสูงทั้งในทางโลกและในทางธรรม ไม่เช่นนั้นเมืองต่างๆเหล่านี้ก็จะตั้งตนเป็นอิสระ ดังเช่นหลังสิ้นรัชสมัยของพ่อขุนรามคำแหง เมืองเหล่านี้ก็ตั้งตนเป็นอิสระ แคว้นสุโขทัยจึงสลายไปครั้งหนึ่ง ก่อนที่พระมหาธรรมราชาลิไทจะรวบรวมขึ้นใหม่อีกครั้ง

 

ในทางประวัติศาสตร์สุโขทัยมีความหมายอยู่ ๓ ประการคือ ความหมายในฐานะที่เป็นแคว้นโบราณ ความหมายในเชิงศิลปะ และความหมายที่เป็นชื่อเมืองสุโขทัย ซึ่งความหมายในฐานะที่เป็นแคว้นโบราณนั้น สุโขทัยหมายถึง ดินแดนที่ประกอบด้วยเมืองต่างๆโดยมีสุโขทัยเป็นศูนย์กลาง เมื่อเทียบกับปัจจุบันดินแดนเหล่านี้อยู่ในเขตพื้นที่การปกครองของจังหวัดนครสวรรค์ กำแพงเพชร พิษณุโลก บางส่วนของจังหวัดเพชรบูรณ์ ตาก และอุตรดิตถ์ โดยการรวบรวมบ้านเมืองให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันนั้นขึ้นอยู่กับผู้นำที่เข้มแข็ง ซึ่งการรวบรวมบ้านเมืองในประวัติศาสตร์สุโขทัยนั้นมีทั้งหมด ๒ สมัยคือ สมัยพ่อขุนรามคำแหง และสมัยพระมหาธรรมราชาลิไท

 

ศิลปะสุโขทัยเริ่มตั้งแต่เมื่อแคว้นสุโขทัยรับพระพุทธศาสนาเถรวาทจากลังกา ตั้งแต่สมัยพ่อขุนรามคำแหงเมื่อพุทธศตวรรษที่ ๑๙ ศิลปะสุโขทัยจัดได้ว่าเป็นศิลปะไทยที่งดงามที่สุด และมีลักษณะเฉพาะของตัวเอง โดยเฉพาะพระพุทธรูปสุโขทัยซึ่งมีลักษณะเด่นคือ พระรัศมีเป็นเปลวเพลิง ขมวดพระเกศาเป็นก้นหอย พระพักตร์รูปไข่ พระขนงโก่ง พระนาสิกงุ้ม พระโอษฐ์อมยิ้มเล็กน้อย พระอังสาใหญ่ บั้นพระองค์เล็ก ครองจีวรยาวลงมาจรดพระนาภี ปลายจีวรเป็นลายเขี้ยวตะขาบ นอกจากนี้ในสมัยสุโขทัยยังนิยมทำพระพุทธรูปตามอิริยาบททั้งสี่คือ ยืน เดิน นั่ง และนอน ศิลปะสุโขทัยไม่เพียงแต่ทำกันในแคว้นสุโขทัยเท่านั้นแต่ได้ส่งอิทธิพลให้แก่ศิลปะอยุธยา แม้ว่าจะถูกรวมเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรอยุธยาแล้วก็ตาม

 

สุโขทัยนอกจากจะมีพระพุทธรูปที่มีลักษณะเฉพาะของตัวเองแล้ว ยังมีสถาปัตยกรรมที่มีลักษณะเฉพาะของตัวเองอีกด้วยคือเจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ หรือเจดีย์ทรงดอกบัวตูม ซึ่งเป็นเจดีย์ที่พัฒนารูปแบบมาจากปรางค์ ลักษณะทำเป็นฐานสี่เหลี่ยมสามชั้น ยอดเป็นทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ หรือทรงดอกบัวตูม ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของพุทธศาสนา เจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์พบโดยทั่วไปในเมืองสำคัญสมัยสุโขทัย เช่นที่จังหวัดสุโขทัย พิษณุโลก ตาก เพชรบูรณ์ นอกจากนี้ยังพบที่วัดสวนดอก จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งขึ้นไปพร้อมกับพุทธศาสนานิกายเถรวาทที่พระมหาธรรมราชาลิไทส่งพระสุมนเถระขึ้นไปเผยแพร่ ศ.ดร.สันติ เล็กสุขุม ผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์ศิลปะอธิบายว่า ทรงพุมของเจดีย์อาจได้รับอธิพลจากพม่า เช่น อานัทเจดีย์ พุกาม ก็เป็นได้

 

เจดีย์ทรงพุ่มข้างบิณฑ์หรือทรงดอกบังตูมวัดเจดีย์เจ็ดแถว

http://th.wikipedia.org/wiki/วัดเจดีย์เจ็ดแถว 

 

อานันทเจดีย์ ส่วนยอดอาจเป็นต้นแบบให้เจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์

http://th.wikipedia.org/wiki/อานันทเจดีย์

 

 

ศิลปะสุโขทัยได้ส่งอิทธิพลให้แก่ศิลปะอยุธยาอย่างมากโดยเฉพาะในศิลปะสมัยอยุธยาตอนต้น แม้แคว้นสุโขทัยจะถูกรวมเป็นส่วนหนึ่งของกรุงศรีอยุธยา โดยมีฐานะเป็นกลุ่มเมืองเหนือของกรุงศรีอยุธยา ลักษณะโดยทั่วไปของพระพุทธรูปในศิลปะนี้คือ มีไรพระศก ฐานเป็นหน้ากระดานแอ่นเป็นร่องเข้าข้างใน ตามแบบศิลปะที่ทำสืบกันมาของอยุธยาเอง และพระพักตร์รูปไข่ พระวรกายเพรียวบาง ซึ่งเป็นลักษณะของอิทธิพลศิลปะสุโขทัย โดยพบพระพุทธรูปรุ่นนี้จำนวนมากในกรุพระปรางค์วัดราชบูรณะ 

 

ประติมากรรมก่อนสมัยสุโขทัย

 

หลักฐานทางด้านประติมากรรมก่อนสมัยสุโขทัย นอกจากพระพุทธรูปทรงเครื่องแบบลพบุรี มีขนาดเล็ก หล่อด้วยสำริด จากวัดพระพายหลวงแล้ว ที่ศาลตาผาแดงได้พบประติมากรรมลอยตัวสลักจากหินทรายเป็นรูปเทวดา เทวนารี จำนวน ๖ รูป (สันติ เล็กสุขุม, ๒๕๔๙ : ๖๓) มีทั้งขนาดเท่าคนและเล็กกว่าซึ่งทั้งหมดล้วนชำรุด เศียรและพระกรหักหาย ลวดลายสลักในส่วนของเครื่องประดับ เช่นกรองศอ เข็มขัด มีผู้ห้อยตลอดจนนุ่งผ้ายาวยาว เทียบได้กับศิลปะขอมแบบนครวัด เรื่อยมาจนถึงสมัยศิลปะแบบบายน

 

ประติมากรรมโดยทั่วไปในศิลปะแบบสุโขทัย

               

พุทธศตวรรษที่ ๑๙ – ๒๐ นับตั้งแต่พ่อขุนบางกลางท่าวเจ้าเมืองบางยาง และพ่อขุนผาเมือง เจ้าเมืองราดได้ร่วมกันตีได้เมืองสุโขทัย พ่อขุนบางกลางท่าวได้รับสถาปนาเป็นเจ้าเมืองสุโขทัย ประกาศอิสรภาพไม่ขึ้นกับขอม และได้มีพระมหากษัตริย์ปกครองกรุงสุโขทัยต่อมาอีกหลายพระองค์ ตั้งอาณาจักรสุโขทัยเป็นปึกแผ่น

 

ศิลปะสุโขทัย เริ่มขึ้นตั้งแต่เมื่อพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ประกาศตั้งกรุงสุโขทัยเป็นอิสระไม่ขึ้นแก่อาณาจักรขอมเมื่อราว พ.ศ. ๑๘๐๐ ศิลปะสุโขทัยจัดได้ว่าเป็นศิลปะที่งดงามที่สุดและมีลักษณะเป็นของตนเองมากที่สุด โดยเฉพาะในการสร้างพระพุทธรูป ในสมัยนี้สุโขทัยติดต่อรับพระพุทธศาสนาลัทธิเถรวาทนิกายลังกาวงศ์มาจากเกาะลังกา เหตุนั้นศิลปะอิทธิแบบลังกาจึงมีผลต่อศิลปกรรมสุโขทัยบ้าง แต่สวนมากมีอยู่กับสถาปัตยกรรมมากกว่าประติมากรรม พระพุทธรูปสำริดลอยตัวปางลีลาของสมัยสุโขทัยงามไม่แพ้ประติมากรรมชิ้นเอกอื่น ๆ ในโลก (สุภัทรดิศ ดิศกุล, ๒๕๔๖ : ๒๖)

 

ช่วงเวลาดังกล่าว พุทธศาสนาในลังกาเจริญรุ่งเรืองมาก บรรดาพระสงฆ์ในสุวรรณภูมิอันได้แก่ ไทย พม่า มอญ พากันไปศึกษาพุทธศาสนาในลังกาเป็นอันมาก และได้มีพระสงฆ์ชาวลังกา เข้ามาเผยแพร่ พุทธศาสนาในดินแดนส่วนนี้ด้วย โดยในระยะแรกมาอยู่ที่นครศรีธรรมราช ต่อมาจึงขึ้นไปอยู่สุโขทัย และเชียงใหม่ ดังนั้นพระพุทธรูปในยุคนี้จึงได้แบบอย่างมาจากลังกา ลักษณะโดยทั่วไปมีดังนี้คือ รัศมียาว เส้นพระศกขมวดก้นหอย ส่วนมากไม่มีไรพระศก พระขนงโก่ง พระนาสิกงุ้ม พระหนุเสี้ยม หัวพระถันโปน ชายสังฆาฏิยาว ปลายมี ๒ แฉก และย่นเป็นเขี้ยวตะขาบ ฐานส่วนใหญ่เป็นแบบฐานเอียง ตอนกลางโค้งเข้าด้านใน ตรงข้ามกับสมัยเชียงแสน

 

พระพุทธรูปสุโขทัยอาจแบ่งได้ เป็น ๔ หมวดด้วยกันคือ หมวดใหญ่ หมวดกำแพงเพชร หมวดพระพุทธชินราช หมวดเบ็ดเตล็ดหรือหมวดวัดตะกวน

พระพุทธรูปวัดศรีชุม หมวดใหญ่

http://www.palungdham.com/t256.html

 

 

พระพุทธรูปสุโขทัยหมวดใหญ่มีอยู่ทั่วไปเป็นลักษณะศิลปะสุโขทัยโดยเฉพาะ มีลักษณะคือ พระรัศมีเป็นเปลว ขมวดพระเกศาเล็ก พระพักตร์รูปไข่ พระขนงโก่ง พระนาสิกงุ้ม (ตามแบบลักษณะมหาบุรุษจากอินเดีย พระโอษฐ์อมยิ้มเล็กน้อย พระอังสาใหญ่ บั้นพระองค์เล็ก ครองจีวรห่มเฉียง ชาวจีวรยาวลงมาถึงพระนาภี ปลายเป็นเขี้ยวตะขาบ ชอบทำปางมาวิชัย ประทับขัดสมาธิราบ ฐานเป็นหน้ากระดานเกลี้ยง

 

พระพุทธรูปหมวดกำแพงเพชร 

http://gotoknow.org/blog/vatin-history/334463

 

มีลักษณะพระพักตร์ตอนบนกว้าง  พระหนุเสี้ยม อยู่มาก ค้นพบน้อย รูปตัวอย่างเป็นเศียรพระพุทธรูปในพิพิธภัณฑ์สถานพระนคร กรุงเทพฯ

 

พระพุทธรูปหมวดพุทธชินราช ศิลปะสุโขทัย

http://gotoknow.org/blog/vatin-history/334463

 

พระพักตร์ค่อนข้างกลม พระองค์ค่อนข้างอวบอ้วน นิ้วพระหัตถ์ทั้งสี่มีปลายเสมอกัน มีลักษณะของมหาบุรุษ ๓๒ ประการอยู่มาก หมวดนี้เชื่อกันว่าคงเริ่มสร้างครั้งแผ่นดินพระเจ้าลิไท ราวต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๐ หรือหลังกว่านั้น

 

พระพุทธรูปหมวดเบ็ดเตล็ด หรือ หมวดวัดตะกวน ศิลปะสุโขทัย

http://gotoknow.org/blog/vatin-history/334463

 

หมวดเบ็ดเตล็ดหรือหมวดวัดตะกวน เป็นหมวดพระพุทธรูปแบบสุโขทัยที่มีศิลปะแบบเชียงแสนและลังกาเข้ามาปะปนอยู่มาก บางองค์มีลักษณะชายสังฆาฏิหรือจีวรสั้น พระนลาฏแคบ แต่พระองค์และฐานมักเป็นแบบสุโขทัย ที่เรียกว่าแบบวัดตะกวนนั้น เพราะได้พบพระพุทธรูปแบบสุโขทัยและแบบแปลก ๆ เหล่านี้ที่วัดตะกวนในเมืองสุโขทัยเป็นครั้งแรก พระพุทธรูปแบบนี้บางองค์อาจเป็นพระพุทธรูปรุ่นแรกของศิลปะแบบสุโขทัยก็เป็นได้ หากเราเชื่อว่าศิลปะเชียงแสงรุ่นแรกเกิดขึ้นก่อนศิลปะสุโขทัย บรรดาพระพุทธรูปปูนปั้นที่ค้นพบ ณ เจดีย์ทางทิศตะวันออกและในพระปรางค์วัดพระพายหลวงเป็นวัดเก่าในสมัยสุโขทัยก็ดูจะเป็นลักษณะแบบนี้

 

พระพุทธรูปทั้งสี่หมวด แบ่งออกเป็น ๓ รุ่น ด้วยกัน คือ  รุ่นแรก มีวงพระพักตร์กลมแบบลังกา  รุ่นที่สอง มีวงพระพักตร์ยาว และพระหนุเสี้ยม รุ่นที่สาม น่าจะสร้างในรัชสมัยพระมหาธรรมราชา หรือ พระเจ้าลิไท พระองค์ทรงหาหลักฐานต่าง ๆ จากพระไตรปิฎก มาประกอบการสร้างพระพุทธรูป จึงได้เกิดพระพุทธรูปแบบสุโขทัยขึ้นอีกแบบหนึ่ง ได้แก่ พระพุทธชินราช พระพุทธชินสีห์ วงพระพักตร์ รูปไข่คล้ายแบบอินเดีย ปลายนิ้วพระหัตถ์เสมอกันทั้ง ๔ นิ้ว การแบ่งเช่นนี้สอดคล้องกับ Griswold ซึ่งได้แบ่งพระพุทธรูปทั้ง ๔ หมวดออกเป็น ๓ ยุค คือ ยุคก่อนยุคทอง เป็นพระพุทธรูปที่สร้างขึ้นตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๙ เป็นต้นมา ยุคทอง คือพระพุทธรูปที่สร้างขึ้นตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๒๑ – ๒๒ และหลังยุคทอง (พรพรรณ จันทโรมานนท์, ๒๕๔๗ : ๑๔๗)

 

พระพุทธรูปแบบสุโขทัยมีอิทธิพลของศิลปะแบบลังกาเข้ามาปะปนอยู่มาก และจัดอยู่ในหมวดวัดตะกวนนั้นอาจเป็นพระพุทธรูปแบบสุโขทัยรุ่นแรกด้วย เมื่อกล่าวถึงพระพุทธรูปสุโขทัยที่มีอิทธิพลลังกาปน จะเห็นได้ชัดในพระพุทธสิหิงค์ในพิพิธภัณฑ์แห่งชาติพระนคร พระพุทธสิหิงค์นั้นตามตำนานกล่าวว่าได้มาจากเกาะลังกาในรัชกาลพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ หรือพ่อขุนรามคำแหงมหาราช เมื่อราวต้นพุทธศตวรรษที่ ๑๙ แต่ลักษณะฝีมือช่างที่เห็นปรากฏอยู่เป็นศิลปะไทยปนลังกาจึงเป็นที่น่าสงสัยว่าโดยเหตุที่เคยไปประดิษฐานในเมืองต่าง ๆ หลายเมือง คือเมืองนครศรีธรรมราช สุโขทัย อยุธยา กำแพงเพชร เชียงราย และเชียงใหม่ จึงอาจถูกขัดแต่งจนกลายเป็นพระพุทธรูปแบบฝีมือไทยหรือองค์เดิมสูญหายไปเสีย จึงหล่อขึ้นแทนใหม่ในสมัยสุโขทัยนี้ก็เป็นได้ หรืออาจจะแต่งตำนานขึ้นเพื่อประกอบพระพุทธรูปให้ศักดิ์สิทธิ์โดยกล่าวว่ามาจากเกาะลังกาได้เช่นเดียวกัน (สุภัทรดิศ ดิศกุล, ๒๕๔๖ : ๒๗)

 

 

พระพุทธสิหิงส์ พระที่นั่งพุทไธสวรรค์พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติกรุงเทพมหานคร

http://www.laksanathai.com/book1/p176.aspx

 

พระสี่อิริยาบถเป็นงานศิลปกรรมที่พบมากในศิลปะแบบสุโขทัย เช่น วัดพระเชตุพน จ.สุโขทัย วัดพระสี่อิริยาบถ จ.กำแพงเพชร โดยจะทำเป็นอาคารที่มีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยม แกนกลางทึบ ในแต่ละด้านประดิษฐานพระพุทธรูปในอิริยาบถที่แตกต่างกันคือ ยืน เดิน นั่ง และนอน ซึ่งคติในการทำพระพุทธรูปสี่อิริยาบถนี้มาจากพระไตรปิฎกเกี่ยวกับพุทธกิจของพระพุทธเจ้าในแต่ละวัน ซึ่งพระองค์ในฐานะที่เป็นมนุษย์ย่อมต้องทรงพักผ่อนพระวรกายให้คลายจากความเมื่อยล้าในแต่ละวัน เนื่องจากต้องทรงปฏิบัติกิจอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งวัน และการยืน เดิน นั่ง และนอนก็เป็นอิริยาบถทั้งสี่ในการพักผ่อนของพระองค์

 

ในสมัยนี้มีเครื่องปูปั้นที่ใช้ประดับอาคารอยู่เป็นจำนวนมาก ที่ปั้นเป็นพระพุทธรูปและสวยงามยิ่งนั้น อยู่ที่วัดตระพังทองหลาง นอกเมืองสุโขทัยเก่าทางทิศตะวันออก เป็นพระพุทธรูปกำลังเสด็จลงจากชั้นดาวดึงส์ คล้ายกับจิตกรรมฝาผนังที่วิหารเหนือเมืองโปลนนารุวะ เกาะลังกา ซึ่งวาดขึ้นในต้นพุทธศตวรรษที่ ๑๘ มาก รวมทั้งพระพุทธรูปที่เมืองพุกามในประเทศพม่าด้วย เหตุนั้น รูปพระพุทธองค์กำลังเสด็จลงมาจากดาวดึงส์ในศิลปะสุโขทัยคงได้รับอิทธิพลมาจากศิลปะลังกาหรือศิลปะพม่า และกลายเป็นต้นเค้าของพระพุทธรูปลีลาลอยตัวสำริดในสมัยสุโขทัยนั่นเอง

 

ร่องรอยปูนปั้นพระลีลาวัดตระพังทองหลาง

http://www.comingthailand.com/sukhothai/wat-traphangthonglang.html

 

พระพุทธรูปสุโขทัยแสดงให้เห็นถึงลักษณะเหนือโลกย์หรือเหนือระดับมนุษย์ธรรมดา ความปรารถนาอันยิ่งใหญ่ในระดับอุดมคติอันสูงสุดของพระพุทธศาสนา ศิลปินได้ทำพระพุทธรูปขึ้นโดยตามพุทธลักษณะตามที่กล่าวไว้ในวรรณคดีภาษาบาลีของลังกา หรือที่เรียกว่า ลักษณะมหาบุรุษ ๓๒ ประการ เช่น มีฝ่าพระบาทเรียบเสมอกัน มีส้นพระบาทยาว พระอุระเหนือราชสีห์ พระอังสากว้าง พระกรยาว  ปลายนิ้วพระหัตถ์ทั้ง ๔ ยาวเสมอกัน และพระเศียรทรงอุณหิศเป็นรูปโป่งอยู่เหนือกระหม่อม ช่วงสุโขทัยนี้ได้นำความงามจากวรรณคดีมาดัดแปลงให้ประติมากรรมมีความสวยงามดังคำภีร์ในภาษาสันสกฤตกล่าวว่า พระชงฆ์เหมือนเขากวาง ขาอ่อนเหมือนต้นกล้วย พระกรกลมและเกลี้ยงเกลาเหมือนงาช้าง พระหัตถ์เหมือนดอกบัวที่เริ่มบาน  นิ้วพระหัตถ์เหมือนกลีบดอกไม้ พระพักตร์มีลักษณะเป็นรูปไข่แก้มนูนเป็นวงรี พระนาสิกเหมือนปากนกแก้ว พระเกศาขมวดเหมือนก้นหอย สิ่งเหล่านี้ช่างสุโขทัยได้ดัดแปลงผสมผสานกับความงามแบบท้องถิ่น ทำให้พระพุทธรูปมีความงดงามเฉพาะตัวเป็นเอกลักษณ์ของสุโขทัย พระพุทธรูปที่มีความงดงามมากเช่นพระพุทธรูปสำริดปางลีลาระเบียงวัดเบญจมบพิตร (พรพรรณ จันทโรมานนท์, ๒๕๔๗ : ๑๔๔)

 

รูปพระพุทธรูปสำริดปางลีลาระเบียงวัดเบญจมบพิตร

ถ่ายโดย วาทิน ศานติ์ สันติ

 

สำหรับพระพิมพ์สมัยสุโขทัยนี้ก็มีทั้งทำด้วยแผ่นดินเผาและโลหะ ที่น่าชมก็คือพระพุทธรูปปางลีลาหรือที่เรียกกันเป็นสามัญว่าพระกำแพงเขย่ง ซึ่งคำว่าเขย่งนั้นคงหมายถึงปางลีลานั่นเอง และคำว่ากำแพงก็คงมาจากชื่อเมืองกำแพงเพชร เพราะได้ค้นพบพระพิมพ์เป็นจำนวนมากที่เมืองนั้น (สุภัทรดิศ ดิศกุล, ๒๕๔๖ : ๒๗)

 

ในสมัยสุโขทัยนิยมสร้างพระพุทธบาทด้วย มีทั้งทำด้วยศิลาและสำริด ที่สำคัญคือพระพุทธบาทที่ครอบรอยพระพุทธบาทที่ทำด้วยสำริดที่ได้มาจากวัดเสด็จ จ.กำแพงเพชร ปัจจุบันรักษาอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร จารึกสุโขทัยกล่าวว่า พระยาลิไทโปรดให้จำลองรอยพระพุทธบาทบนยอดเขาสุนนกูฏในเกาะลังกามาประดิษฐานไว้บนยอดเขาหลายแห่งในอาณาจักรสุโขทัย

 

ในสมัยนี้มีการหล่อเทวรูปสำริดขึ้นหลายองค์ เช่น รูปพระอิศวร พระอุมา พระนารายณ์ พระพรหม พระหริหระ (พระนารายณ์ผสมพระอิศวร) ลักษณะพระพักตร์ก็เหมือนกับพระพุทธรูปสุโขทัยหมวดใหญ่ ต่างกันแต่เครื่องแต่งกายเท่านั้น ลักษณะของเครื่องทรงและอาภรณ์ของเทวรูปเหล่านี้ อาจทำให้กำหนดได้ว่าองค์ไหนหล่อขึ้นก่อนหลัง การที่สมัยสุโขทัยซึ่งนับถือพระพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์อย่างแน่นแฟ้น จำต้องหล่อเทวรูปขึ้นด้วยก็เพราะเหตุว่า ในสมัยโบราณนั้นพระเจ้าแผ่นดินที่ทรงนับถือพระพุทธศาสนาจำต้องอุปถัมภ์ศาสนาพราหมณ์เพื่อประกอบพระราชพิธีต่าง ๆ และเพื่อการปกครองประเทศเช่นเดียวกับการตัดสินอรรถคดี เพราะพราหมณ์เป็นผู้รักษาคัมภีร์ธรรมศาสตร์ เป็นต้น อีกทั้งยังแสดงถึงความเชื่อเรื่องเทวราชาอีกด้วย

 

เทวรูปพระนารายณ์และพระอิศวรในพิพิธภัณฑ์สถาน พระนคร

สันนิฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยพระยาลิไท

 http://www.gotoknow.org/blogs/posts/449346

พระอิศวรองค์นี้จัดเป็นกลุ่มเทวรูปสำริดสมัยสุโขทัย พบหลายองค์มีทั้ง พระอิศวร พระนารายณ์ พระพรหม พระหริหระและเทวสตรี สันนิษฐานว่าเป็นเทวรูปที่สร้างขึ้นในสมัยของพญาลิไท ตามจารึกหลักที่ ๔ วัดป่ามะม่วง (พ.ศ.๑๙๐๔) มีข้อความกล่าวถึงพระองค์ได้โปรดให้สถาปนาพระอิศวรและพระนารายณ์ ประดิษฐานยังหอเทวาลัยเกษตรพิมาน ลักษณะของพระอิศวรคือมี ๒ กร มีพระเนตรที่สามและมีสังวาลเป็นงู ประดับเครื่องทรงได้แก่ มงกุฎ กรองศอ พาหุรัด การนุ่งผ้า เหมือนกับเทวดาที่ได้รับอิทธิพลมาจากศิลปะลังกา รูปแบบพระพักตร์เหมือนกับกลุ่มพระพุทธรูปหมวดใหญ่สมัยสุโขทัย ซึ่งเป็นรูปแบบที่นิยมอยู่ในสมัยพญาลิไท

 

อาณาจักรสุโขทัยสร้างขึ้นมาจากเส้นทางการค้าที่สำคัญ ทำให้ได้รับศิลปวัฒนธรรมจากหลายที่ ช่างสุโขทัยประติดประต่อเลือกรับปรับปรุงแล้วพัฒนาจนได้งานศิลปะที่มีความเฉพาะตัว อ่อนช้อย งดงาม สะท้อนสภาพเศรษฐกิจ สังคม การเมืองในอาณาจักรได้อย่างดี จนปราชญ์หลายท่านกล่าวตรงกันว่า ศิลปะสุโขทัยคือศิลปะที่สวยงามที่สุดยุคหนึ่งของชนชาติไทย

ที่มา:http://www.gotoknow.org/posts/486337

โพสท์ใน ไม่มีหมวดหมู่ | ใส่ความเห็น

ศิลปกรรมในสมัยอยุธยา

ศิลปกรรมในสมัยอยุธยา  ลักษณะของศิลปวัฒนธรรมในสมัยอยุธยา แบ่งได้หลายประเภท โดยสรุปลักษณะที่สำคัญแต่ละประเภท ดังนี้

สถาปัตยกรรม  มักเป็นสถาปัตยกรรมทางพระพุทธศาสนา 

         เนื่องจากพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ ในตอนต้นของอาณาจักรอยุธยา นิยมสร้างตามแบบสมัยลพบุรีเป็นส่วนใหญ่ ได้รับอิทธพลจากขอมไว้มาก เช่น พระปรางค์ที่วัดพุทไธสวรรย์ วัดราษฎร์บูรณะ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ เป็นต้น

         หลังจากที่สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงขึ้นครองราชย์ ทรงประทับที่เมืองพิษณุโลกเป็นส่วนใหญ่ เพื่อต่อต้านข้าศึกที่มารุกรานทางด้านเหนือ จึงได้มีการรับเอาศิลปะแบบสุโขทัยมาใช้แทนการสร้างสถาปัตยกรรมแบบเดิมโดย 
        ในตอนแรก  การสร้างพระสถูปนิยมสร้างเป็นเจดีย์ทรงลังกาแบบสุโขทัย แต่ดัดแปลงให้มีความสูงกว่า เช่น พระเจดีย์ใหญ่ 3 องค์ในวัดพระศรีสรรเพชญ์ และพระเจดีย์ใหญ่ที่วัดใหญ่ชัยมงคล เป็นต้น 

        ในตอนกลางถึงตอนปลาย  สมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง ทรงยกทัพไปเขมร และได้รับชัยชนะกลับมาทำให้เขมรมาอยู่ภายใต้อำนาจของอยุธยา สมเด็จพระเจ้าปราสาททองทรงสร้างพระปรางค์ขึ้นที่วัดไชยวัฒนารามเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองชัยชนะโดยสร้างพระปรางค์ตามศิลปะแบบเขมรและในสมัยนี้นิยมการสร้าง พระเจดีย์เป็นแบบเจดีย์เหลี่ยมหรือเจดีย์ไม้สิบสอง เห็นได้ชัดเจนจากพระเจดีย์ใหญ่ที่วัดภูเขาทองซึ่งสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ทรงทำการบูรณะปฏิสังขรณ์ โดยเปลี่ยนจากเจดีย์แบบเดิมเป็นเจดีย์ไม้สิบสอง

 

 

ประติมากรรม  งานประติมากรรมได้รับอิทธิพลเช่นเดียวกับสถาปัตยกรรม

ในตอนต้น  เป็นศิลปะแบบขอม ทำให้พระพุทธรูปในสมัยนี้เป็นพระพุทธรูป แบบอู่ทอง ซึ่งศิลปะแบบขอมนี้ได้มีอยู่ก่อนที่จะมีการสถาปนากรุงศรีอยุธยา หลังจากสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถเป็นต้นมา การสร้างพระพุทธรูปจะนิยมสร้างตาม แบบสุโขทัย จนถึงสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 ได้เกิดงานศิลปะแบบอยุธยาอย่างแท้จริง ซึ่งเป็นการผสมระหว่างศิลปะแบบอู่ทองกับแบบสุโขทัย มีตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือพระศรีสรรเพชญ์ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปที่สำคัญที่ได้ประดิษฐานที่พระอารามหลวงภายในเขตพระราชวัง เป็นพระทธรูปยืนสูง 8 วา ใช้ทองคำหุ้มทั้งองค์หนัก 286 ชั่ง 

ในตอนปลาย  มีการสร้างพระพุทธรูปทรงเครื่อง มีลวดลายเครื่องประดับอย่างกษัตริย์ เป็นแบบทรงเครื่องใหญ่ เช่น พระพุทธรูปยืนปางอภัย เป็นต้น กับอีกแบบคือ แบบทรงเครื่องน้อย ซึ่งจะแตกต่างกันตรงเครื่องประดับตกแต่งของเครื่องทรงที่ได้ประดับเข้าไป

 

nasoun.gif (101779 bytes)

จิตรกรรม  จิตรกรรมไทยได้รับอิทธิพลมาจากพระพุทธศาสนาเหมือนกับศิลปะแขนงอื่นๆ มักเป็นภาพเกี่ยวกับพุทธประวัติและพุทธชาดกในพระพุทธศาสนา หรือ วาดเรื่องราวที่เกิดขึ้นในอดีต 

ในตอนแรก  ของอยุธยา ภาพจิตรกรรมได้รับอิทธิพลจากศิลปะลพบุรี สุโขทัย และลังกาปนกัน สีที่ใช้มีอยู่ 3 สี คือ สีดำ สีขาว และสีแดง มีการปิดทองเล็กน้อย บางภาพจึงมีลักษณะแข็งและหนัก ต่อมาเริ่มใช้สีหลายสี จากศิลปะสุโขทัยที่มีอิทธิพลมากขึ้น

ในตอนปลาย  ช่างเขียนได้พัฒนาจนเป็นแบบอยุธยาอย่างสมบูรณ์ เรียกว่าเป็นจิตรกรรมไทยบริสุทธิ์ ใช้สีทำให้ภาพดูสดใสและมีชีวิตจิตใจยิ่งขึ้น นอกจากนี้ จากรูปบ้าน ภูเขา ต้นไม้ แสดงให้เห็นว่ามีศิลปะจีนเข้ามาปะปนด้วย

 

sinlapa2.gif (309482 bytes)

ประณีตศิลป์  งานประณีตศิลป์สมัยอยุธยาถือได้ว่ามีความเจริญถึงขีดสุดเหนือกว่าศิลปะแบบอื่นๆ งานประณีตศิลป์ที่เกิดขึ้นมีหลายประเภท เช่น 

– เครื่องไม้จำหลัก  ได้แก่ ตู้พระธรรม ธรรมาสน์ พระพุทธรูป บานประตู หน้าต่าง หน้าบันพระอุโบสถ ตู้เก็บหนังสือ 
– ลายรดน้ำ  คือการนำทองมาปิดลงบนรักสีดำบนพื้นที่เขียนภาพหรือลวดลายแล้วรดน้ำล้างออก นิยมใช้ในบานประตูโบสถ์วิหาร ตู้พระธรรม ตู้ใส่หนังสือ เป็นต้น 
– การประดับมุก  ได้มาจากจีน แต่ได้ปรับให้เป็นลวดลายอย่างไทย พบในบานประตูที่วิหารพระพุทธชินราช จังหวัดพิษณุโลก เป็นต้น 
– เครื่องเบญจรงค์  เป็นการออกแบบลวดลายบนเครื่องเคลือบถ้วยชามด้วยสี 5 สี คือ สีแดง สีเขียว สีเหลือง สีขาว สีดำ และสีน้ำเงิน ลวดลายที่ใช้มักเป็นลายก้นขด หรือลายก้านแย่ง หรือใช้รูปตกแต่ง เช่น เทพนมสิงห์ ลายกนก กินรี กินนร นรสิงห์ เป็นต้น 
 เครื่องทองประดับ  มีทั้งเครื่องทองรูปพรรณ เครื่องราชูปโภคของพระมหากษัตริย์ เครื่องทองประดับอัญมณี ทองกร เป็นต้น 
– ลายปูนปั้น  คือลวดลายที่ปั้นด้วยปูนเพื่อประดับตกแต่งตามส่วนต่างๆ ของหน้าบันประตู เจดีย์ และปรางค์ ได้รับอิทธิพลทั้งจากขอมและตะวันตก เช่น ที่วัดมหาธาตุ วัดราษฎร์บูรณะ วัดตะเว็ต วัดพระราม วัดภูเขาทอง เป็นต้น

 

วรรณคดี  วรรณกรรมในสมัยอยุธยามีอยู่มากตั้งแต่สมัยสมเด็จพระเจ้าอู่ทองจนตลอดระยะเวลาของกรุงศรีอยุธยาวรรณกรรมที่ ดีเด่นจนได้รับการยกย่อง เป็นวรรณคดีมีอยู่หลายเรื่องส่วนใหญ่ จะอยู่ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเป็นต้นมา มีวรรณกรรมเกิดขึ้นหลายประเภท เช่น กาพย์ห่อโคลง นิราศ ฉันท์ เป็นต้น   มีทั้งเรื่องที่แต่งเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา เรื่องประเภทสดุดีวีรกรรมของพระมหากษัตริย์ การบรรยาย ความสวยงามของธรรมชาติ ความเชื่อในธรรมชาติ และเรื่องการเกี้ยวพาราสี วรรณคดีที่สำคัญ สามารถแบ่งเป็นในแต่ยุคได้ดังนี้ 

สมัยอยุธยาตอนต้น (พ.ศ. 1893 – 2072) มี 4 เรื่อง

1) ลิลิตโองการแช่งน้ำ 
2) ลิลิตยวนพ่าย 
3) มหาชาติคำหลวง 
4) ลิลิตพระลอ

สมัยอยุธยาตอนกลาง (พ.ศ. 2153 – 2231) มี 20 เรื่อง 

1) กาพย์มหาชาติ 
2) โคลงทศรถสอนพระราม 
3) โคลงราชสวัสดิ์ 
4) โคลงพาลีสอนน้อง 
5) สมุทรโฆษคำฉันท์ 
6) โคลงเบ็ดเตล็ด ( สมเด็จพระนารายณ์มหาราช) 
7) เสือโคคำฉันท์ 
8) จินดามณี 
9) พงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ 
10) อนิรุทธ์คำฉันท์ 
11) โคลงเบ็ดเตล็ด ( ศรีปราชญ์) 
12) กาพย์ห่อโคลง 
13) โคลงเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนารายณ์มหาราช 
14) โคลงอักษรสามหมู่ 
15) โคลงนิราศนครสวรรค์ 
16) คำฉันท์ดุษฎีสังเวยกล่อมช้าง 
17) นิราศสีดา 
18) โคลงกวีโบราณ 
19) โคลงทวาทศมาส 
20) นิราศหริภุญชัย

สมัยอยุธยาตอนปลาย (พ.ศ. 2275 – 2310) มี 11 เรื่อง 

1) โคลงชะลอพระพุทธไสยาสน์ 
2) นันโทปนันทสูตรคำหลวง 
3) พระมาลัยคำหลวง 
4) กาพย์เห่เรือ 
5) กาพย์ห่อโคลงประพาสธารทองแดง 
6) กาพย์ห่อโคลงนิราศ ( ธารโศก) 
7) เพลงยาวเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร 
8) บทละครเรื่องดาหลัง และอิเหนา 
9) โคลงนิราศพระบาท 
10) กลบทสิริวิบุลกิติ 
11) ปุณโณวาทคำฉันท์ 

นอกจากนี้ยังมีวรรณคดีที่ไม่ปรากฏนามผู้แต่งหรือสมัยที่แต่งอีกส่วนหนึ่ง เช่น คาวี ไชยเชษฐ์ มโนราห์ สุวรรณหงส์ สังข์ทอง สังข์ศิลป์ชัย ฯลฯ

 
 
 

ประเพณี ขนบธรรมเนียมประเพณีสมัยอยุธยาได้รับอิทธิพลจากขอมเป็นส่วนใหญ่โดยได้ดัดแปลงจนเป็นประเพณีของไทยเป็นประเพณีเกี่ยวกับ พระราชสำนักและศาสนา ประเพณีที่เกี่ยวกับศาสนา เป็นประเพณีที่กระทำกันทั่วไปในสังคมไทย ได้แก่ 

พิธีกรรมทางศาสนา  เช่น พิธีอุปสมบท การทอดกฐิน ทอดผ้าป่า การทำบุญตักบาตร การทำสังฆทาน หรือการสร้างวัดถวายเป็นต้น 

พิธีที่เกี่ยวข้องกับศาสนา  เช่น พิธีทำขวัญเดือน พิธีโกนผมไฟ พิธีโกนจุก การแต่งงาน หรือพิธีที่เกี่ยวกับการตาย 

ประเพณีที่เกี่ยวกับราชสำนัก  เป็นพระราชกรณียกิจที่พระมหากษัตริย์ทรงบำเพ็ญในฐานะที่ทรงเป็นเทวราชาตามความเชื่อจากเขมรซึ่งได้รับมาจากอินเดีย อีกต่อหนึ่ง ได้แก่ พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระราชพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยา พระราชพิธีสงกรานต์ พระราชพิธีไล่เรือ พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ พระราชพิธีพิรุณศาสตร์ พระราชพิธีถวายเทียนพรรษา พระราชพิธีการลอยประทีป (ลอยกระทง) เป็นต้น

 

พระพุทธศาสนา  ในสมัยอยุธยายังคงเจริญสืบต่อมาจากกรุงสุโขทัย เป็นพระพุทธศาสนานิกายเถรวาทแบบลังกาวงศ์ พระมหากษัตริย์ทรงเป็น องค์ศาสนูปถัมภกพระพุทธศาสนาตลอดมา มีการสร้างวัดวาอารามขึ้นอย่างมากมายตลอดสมัยอยุธยา ในรัชกาลสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถได้ทรงนำธรรมเนียม ปฏิบัติในสมัยสุโขทัยมาใช้ อาทิเช่น อุทิศเขตพระราชวังเพื่อสร้างเป็นวัดในเขตพระราชวัง คือวัดพระศรีสรรเพชญ ไม่มีพระสงฆ์จำพรรษาอยู่ ใช้เพียงประกอบพิธีกรรม ทางศาสนาเท่านั้น ในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม มีการพบรอบพระบาทที่บนเขาสุวรรณบรรพต แขวงเมืองสระบุรี พระองค์โปรดเกล้าฯ ให้ทรงสร้างมณฑป ครอบรอยพระบาทไว้ ในสมัยอยุธยาตอนปลาย รัชกาลสมเด็จพระเจ้าบรมโกศ ได้ทรงทำการบูรณะปฏิสังขรณ์วัดต่างๆ ทั้งในเขตราชธานีและภายนอกราชธานี ให้การสนับสนุนการศึกษาพระไตรปิฎกอย่างกว้างขวางแก่ผู้ต้องการศึกษาพระธรรม และในปี พ.ศ. 2296 สมเด็จพระเจ้าบรมโกศได้โปรดเกล้าฯ ให้พระอุบาลีและ พระอริยมุนีเป็นหัวหน้าคณะสงฆ์ไทยไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาในลังกา เนื่องจากขณะนั้นพระพุทธศาสนาในลังกาเสื่อมลง ได้ประดิษฐานพระพุทธศาสนาลัทธิสยามวงศ์ ณ อาณาจักรลังกาขึ้นตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา นับเป็นความเจริญรุ่งเรืองอย่างยิ่งของกรุงศรีอยุธยา

 ที่มา:http://vichakarn.triamudom.ac.th/comtech/studentproject/soc/ayuttaya1/content10.htm

โพสท์ใน ไม่มีหมวดหมู่ | ใส่ความเห็น

ศิลปะแบบบารอค

ศิลปะแบบบารอค

เป็นศิลปะที่พัฒนามาจากศิลปะแบบเรเนสซองส์ ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 17-18 มีลักษณะเฉพาะ คือ การแสดงออกถึงความมีอิสรภาพของมนุษย์ตามแนวความคิดมนุษยนิยม ( Humanism) ผลงานที่ปรากฎ มักแสดงออกถึงลักษณะแน่นอนตายตัวของศิลปิน

ศิลปะแบบบารอค เกิดขึ้นในช่วงที่รัฐต่างๆ ในยุโรปมีความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจและมีความมั่งคั่งทางการเมือง เป็นผลให้พระราชวงศ์ ขุนนาง และพ่อค้ามีความพร้อมที่จะอุปถัมภ์การสร้างสรรค์ผลงานของศิลปินแขนงต่างๆ ได้อย่างเต็มที่

งานสร้างสรรค์ศิลปวัฒนธรรมแบบบารอค
     1. งานจิตรกรรม ส่วนใหญ่ยังคงรับรูปแบบและเทคนิคจากสมัยเรเนสซองส์ แต่ได้พัฒนาฝีมือและเทคนิคการผสมสีที่วิจิตงดงามยิ่งขึ้น นิยมใช้สีสดและฉูดฉาด ภาพวาดมักปรากฎตามวัด วัง และคฤหาสน์ของชนชั้นกลางผู้มั่งคั่ง แสดงชีวิตความเป็นอยู่ที่หรูหราสุขสบายของเจ้านายและเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับคริสต์ศาสนา 
     2. งานสถาปัตยกรรม แสดงออกถึงความใหญ่โตหรูหรา และการประดับประดาที่ฟุ่มเฟือย โดยนำความรู้ทางคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์มาใช้งานก่อสร้างมากขึ้น ผลงานชิ้นสำคัญของศิลปะแบบบารอค คือ พระราชวังแวร์ซายส์ ( Versailles ) ของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศส 
     3. ศิลปะด้านดนตรี มีการพัฒนาไปมากทั้งการร้องและการบรรเลงเครื่องดนตรี ขนาดของวงดนตรีขยายใหญ่ จากแบบ Chamber Music ที่ใช้ผู้เล่นไม่กี่คน มาเป็นแบบ Orchestra ที่ใช้ผู้เล่นและเครื่องดนตรีจำนวนมาก มีการแต่งเพลงและใช้โน้ตเพลง และเปิดการแสดงดนตรีในห้องโถงใหญ่ๆ นักดนตรีสำคัญ คือ โยฮันน์ เซบาสเตียน บาค (Johann Sebastian Bach) ชาวเยอรมัน ซึ่งแต่งเพลงทางด้านศาสนาเป็นส่วนใหญ่
     4. งานด้านวรรณกรรม ในสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 17 ได้ชื่อว่าเป็นยุคทองแห่งวรรณกรรมยุโรป มีผลงานชิ้นเอกของนักประพันธ์ชาวอังกฤษและฝรั่งเศสเกิดขึ้นมากมาย ที่เด่นคือ งานเขียนทางปรัชญาการเมืองของ จอห์น ลอค ( John Lock) และผลงานของนักเขียนบทละครเสียดสีสังคมชั้นสูง ชื่อ โมลิแอร์ ( Moliere) เป็นต้น

                     พระราชวังแวร์ซายส์

          ภายในห้องพระบรรทมพระราชวังแวร์ซายส์

ที่มา:http://202.143.144.83/~skb/computor/ganjana/west_modern_baroque.htm

โพสท์ใน ไม่มีหมวดหมู่ | ใส่ความเห็น

ศิลปะสมัยใหม่ (Modern Art)

.คำว่า โมเดิร์น (Modern คือคำวิเศษณ์ ตรงกับคำว่า “สมัยใหม่” ในภาษาไทย) หมายถึง ความใหม่ ความร่วมยุคร่วมสมัย ศิลปะล้วนแล้วแต่ “ใหม่ (modern)” สำหรับผู้สร้างมัน 
………………ถึงแม้ว่าจะเป็น ยุคฟื้นฟูศิลปะวิทยา (Renaissance, เรอเนอซองส์) ในฟลอเรนซ์ หรือในคริสต์ศตวรรษที่ 20 ในนิวยอร์ค หรือศิลปะที่เขียนขึ้นในวันนี้ ในรูปแบบของศิลปะคริสต์ศตวรรษที่ 15 ก็ยัง “ใหม่ (modern)” ในความหมายนี้ หรืออีกนัยหนึ่ง ก็คือ สิ่งที่ไม่เก่า สิ่งที่ตรงกันข้ามกับ “เก่า” หรือ “ประเพณี” ดังเช่น ความสมัยใหม่ในบริบทของสังคมไทย ภาพเขียนของ ขรัวอินโข่ง หรือของ สมเด็จฯกรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ จึงสมัยใหม่สำหรับสังคมไทยในสมัยนั้นๆ เรา(คนไทย) มักจะนึก “ความเป็นฝรั่ง” พร้อมๆกับคำว่าสมัยใหม่ แต่ในความหมายเชิงประวัติศาสตร์ คำว่า “โมเดิร์น” ในศิลปะตะวันตกหมายถึงยุคสมัยจำเพาะในทางประวัติศาสตร์ ระหว่างประมาณคริสต์ทศวรรษ 1860-1970 ในความหมายนี้สมัยใหม่ถูกใช้อธิบายรูปแบบและอุดมคติหรืออุดมการณ์ในการสร้างสรรค์ในยุคนั้นๆ
……………ลักษณะสำคัญของ “ศิลปะสมัยใหม่” (Modern Art) และ “ลัทธิสมัยใหม่” (Modernism, โมเดิร์นนิสม์) คือ ทัศนคติใหม่ๆที่มีต่ออดีตและอนาคต ซึ่งเป็นไปแบบสุดขั้ว โดยเริ่มต้นมาตั้งแต่ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18 ที่ถือกันว่าเป็นยุคปฏิวัติของยุโรป ศิลปินเริ่มที่จะให้การยอมรับการเขียนภาพ “เหตุการณ์ปัจจุบัน-ร่วมสมัย” ในยุคของตนว่า สามารถมีคุณค่าทางศิลปะได้เท่าเทียมกับภาพเขียนเรื่องราวในอดีตตั้งแต่ยุคโบราณ หรือยุคประวัติศาสตร์จากคัมภีร์ไบเบิล 
การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองขนานใหญ่ทั่วยุโรปใน ปี 1848 ประกอบกับการอ่อนแรงของศิลปะแบบทางการ หรือ ศิลปะตามหลักวิชา (academic art) ทำให้กระแสศิลปะลัทธิสมัยใหม่ยิ่งเติบโต จิตรกรแนว นีโอ-คลาสสิสม์ (Neo-Classicism) อย่าง ฌาค หลุยส์ ดาวิด (Jacques Louis David) เขียนภาพเหตุการณ์การปฏิวัติฝรั่งเศส จิตรกรแนว โรแมนติสิสม์ (Romanticism) อย่าง ฟรานซิสโก เดอ โกย่า (Francisco de Goya) เขียนภาพเหตุการณ์ตอนที่นโปเลียนจากฝรั่งเศสรุกรานสเปน เรื่องราวที่จิตรกรทั้งสองเขียนในภาพของพวกเขา ได้ช่วยแผ้วถางทางของศิลปะในช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 19 ดังที่เห็นได้จากงานศิลปะที่ปฏิเสธการเขียนภาพเกี่ยวกับอดีต ของศิลปิน เรียลลิสม์ (Realism, สัจนิยม) อย่างเช่น กุสตาฟ กูร์เบต์ (Gustave Courbet) และ เอดัวร์ มาเนต์ (Edouard Manet) 

…………ในจุดเริ่มต้นของศิลปินสมัยใหม่ พวก อิมเพรสชันนิสต์ (Impressionist, Impressionism) และ โพสต์-อิมเพรสชันนิสต์ (Post-Impressionist, Post-Impressionism) จะทำการปฏิเสธทั้งการเขียนภาพเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ และยังไม่สนใจขนบของการสร้างภาพลวงตา (เขียนให้เหมือนจริงมาก) ซึ่งพัฒนามาตั้งแต่ ยุคฟื้นฟูศิลปะวิทยา “ความใหม่” คือสิ่งที่ศิลปินสมัยใหม่ให้ความสำคัญ ทัศนคติแบบนี้จะปรากฏให้เห็นในแนวคิดเกี่ยวกับ “อาวองท์-การ์ด” (avant-garde, หัวก้าวหน้า) คำนี้เป็นศัพท์ทางการทหาร หมายถึง ทหารแนวหน้า (advance guard) ศิลปินอาวองท์-การ์ด หรือศิลปินหัวก้าวหน้า ได้กลายเป็นพวกที่ล้ำยุคล้ำสมัยของสังคม (ก้าวเร็วแซงหน้าจนชาวบ้านตามไม่ทัน) ถึงแม้ว่าความก้าวหน้ามากๆแบบนี้จะได้รับการยอมรับโดยทั่วไป แต่การที่ศิลปินอิสระจนหลุดพ้นไปจากกรอบของยุคสมัย บางทีก็ถูกปฏิเสธจากนักประวัติศาสตร์ศิลป์อยู่เหมือนกัน 

……………..บทบาทของผู้อุปถัมภ์ศิลปะในอดีตอย่าง ศาสนจักร รัฐ และขุนนาง ที่ลดลงไปอย่างมาก ได้เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ ลัทธิสมัยใหม่ พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว เพราะศิลปินสมัยใหม่จะมีอิสระเสรีที่จะคิดและทำศิลปะที่แตกต่างไปจากอดีต ซึ่งต้องทำตามความชอบของผู้ว่าจ้าง นอกจากนี้ การค้าขายศิลปะตามระบบทุนนิยม ก็ยังเป็นตัวกระตุ้นให้ศิลปินทำการทดลองอะไรที่แปลกใหม่ คำว่า “ศิลปะเพื่อศิลปะ” ที่เริ่มแพร่หลายในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 ก็ยิ่งกระจายออกไปอย่างกว้างขวางมากยิ่งขึ้น ในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 คำๆนี้สามารถใช้อธิบายศิลปะที่เกิดจากความคิดส่วนตัวของศิลปิน ที่มีความเป็นปัจเจกสูงเสียจนไม่ต้องการการอ้างอิงไปถึงประเด็นทางสังคมและศาสนา
การเติบโตของ ศิลปะสมัยใหม่ เป็นส่วนหนึ่งของการที่สังคมตะวันตกได้เปลี่ยนผ่านไปสู่ “ความเป็นอุตสาหกรรม”, “ความเป็นเมืองใหญ่แบบมหานคร” และการเป็นสังคมแบบวัตถุนิยมอย่างเต็มที่ ในคริสต์ศตวรรษที่ 19 ศิลปินสมัยใหม่ได้ท้าทายรสนิยมของชนชั้นกลาง โดยหาเรื่องและประเด็นใหม่ๆ รูปแบบใหม่ๆ ที่ดูแปลกประหลาดไปจากระเบียบแบบแผนดั้งเดิม ศิลปะสมัยใหม่มักจะมีแนวเนื้อหาเกี่ยวกับ การเฉลิมฉลองเทคโนโลยี การค้นหาจิตวิญญาณ และ การกระตุ้นด้วยความป่าเถื่อน (จากความสนใจในศิลปะของคนป่า (Primitivism)) ศิลปินได้แสดงออกแนวเนื้อหาเหล่านั้นออกมาในรูปแบบที่แตกต่างหลากหลาย แนวเนื้อหาของการเฉลิมฉลองเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์ ได้ปรากฏออกมาในรูปของการชื่นชม “ความเร็ว” ดังที่เห็นได้จากศิลปะในลัทธิ ฟิวเจอร์ริสม์ (Futurism) การใช้แนวคิดในเชิงวิทยาศาสตร์ปรากฏให้เห็นในงานของพวก คอนสตรัคติวิสม์ (Constructivism ในสหภาพโซเวียต) การค้นหาจิตวิญญานจะมีอยู่ในงานของพวก ซิมโบลลิสม์ (Symbolism ในยุโรปและสหรัฐอเมริกา) เดอ สตีล หรือ เดอะ สไตล์ (De Stijl/The Style ในเนเธอร์แลนด์) นาบิส (Nabis ในฝรั่งเศส ในคริสต์ศตวรรษ 1890) และ แดร์ บลาว ไรเตอร์ หรือ เดอะ บลู ไรเดอร์ (Der Blaue Reiter/The Blue Rider ในเมืองมิวนิค เยอรมนี) งานประเภทนี้ถือว่าเป็นปฏิกริยาโต้ตอบกับวัตถุนิยมในยุคสมัยใหม่
………………..ความสนใจในความเถื่อนของศิลปะจากคนป่าและชาวเกาะ (อัฟริกันและชาวเกาะ หรือ โอเชียนนิค Oceanic) จะปรากฏชัดในงานของ โพสต์-อิมเพรสชันนิสม์ คิวบิสม์ (Cubism) และ เยอรมัน เอ็กซ์เพรสชันนิสม์ (German Expressionism ในเยอรมนีช่วงต้นคริสต์ศตวรรษ 20) ความสนใจในสิ่งเหล่านี้เป็นตัวสะท้อนให้เห็นผลของลัทธิ “จักรวรรดินิยม” (Imperialism) ที่นิยมล่าอาณานิคม และอ้างว่าตน (ตะวันตก) “ค้นพบ” วัฒนธรรมของดินแดนอันไกลโพ้นเหล่านั้น

ที่มา:http://cul.hcu.ac.th/index.php/forum.html?func=view&catid=3&id=9

โพสท์ใน ไม่มีหมวดหมู่ | 1 ความเห็น

เที่ยวเขาใหญ่

เขาใหญ่
 

มนต์เสน่ห์แห่งความสุข…ไม่เคยหยุดที่ “เขาใหญ่” (คู่หูเดินทาง)

          “เขาใหญ่” ถือว่าเป็นอุทยานแห่งชาติแห่งแรกของประเทศไทย และนับว่าเป็นผืนป่าใหญ่ที่อยู่ใกล้กรุงเทพมหานครมากที่สุด เป็นเส้นทางท่องเที่ยวที่มีความหลากหลาย มากสไตล์ ทั้งทางธรรมชาติ สถาปัตยกรรม และเกษตรกรรม ซึ่งรวบรวมสถานที่กิน เที่ยว ช้อป ไว้อย่างสมบูรณ์ แล้วแต่ความชื่นชอบของแต่ละบุคคล โดยมีถนนเส้นหลักที่มุ่งหน้าขึ้นสู่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ หรือ “ถนนธนะรัชต์” ที่เป็นเส้นทางแห่งความสุข มีเสน่ห์ดึงดูดใจและสร้างสีสันความบันเทิงให้แก่นักท่องเที่ยวผู้มาเยือนได้ตลอดเส้นทาง และไม่ว่าคุณจะเคยมาเที่ยวที่เขาใหญ่แห่งนี้สักกี่ครั้ง เราเชื่อว่าคุณก็จะได้พบกับความแปลกใหม่ของสถานที่แห่งนี้อยู่ตลอดเวลา

          อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ มีอาณาบริเวณครอบคลุมพื้นที่คาบเกี่ยวใน 4 จังหวัด คือ อำเภอมวกเหล็ก อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี, อำเภอปากช่อง อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา, อำเภอนาดี อำเภอกบินทร์บุรี อำเภอประจันตคาม อำเภอเมือง จังหวัดปราจีนบุรี และ อำเภอปากพลี อำเภอบ้านนา อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก เมื่อปี 2548 ได้รับการประกาศให้เป็น “มรดกโลกทางะรรมชาติ” จากองค์การยูเนสโก พร้อมได้รับการบันทึกสถิติว่า เป็นแหล่งที่มีอากาศบริสุทธ์ 1 ใน 7 ของโลก และด้วยสภาพภูมิอากาศที่เย็นสบายตลอดปีของที่นี่ จึงมีผู้นำองุ่นพันธุ์ไวน์ต่าง ๆ มาเพาะปลูกเป็นไร่ขนาดใหญ่ ทำอุตสหกรรมไวน์หลายแห่ง และเปิดเป็นรีสอร์ทให้นักท่องเที่ยวได้เข้ามาดื่มด่ำกับบรรยากาศไร่องุ่นสไตล์เมดิเตอเรเนียน หรือยุโรปตอนใต้นั่นเอง 

          และแล้วแหล่งท่องเที่ยวทางการเกษตรอื่น ๆ อาทิ ร้านอาหาร ร้านกาแฟ แหล่งช็อปปิ้งพักผ่อนหย่อนใจในสไตล์ยุโรปอีกมากมายก็เกิดขึ้นตามมาเป็นทิวแถวตลอดแนวถนนธนะรัชต์ และถนนรอบ ๆ เขาใหญ่เกือบทุกสาย คู่หูเดินทางฉบับนี้จึงอยากจะขออัพเดทมนต์เสน่ห์แห่งความสุข ณ เขาใหญ่ สถานที่ที่มีมนต์ขลังแห่งนี้

 

 

 

 

 

          จุดหมายแรกของเราบนเส้นทางแห่งความสุขเริ่มต้นที่ Sheep Land ตั้งอยู่บริเวณริมถนนธนะรัตน์ กม.ที่ 4 ฝั่งซ้ายมือ ซึ่งเป็นที่ตั้งของฟาร์มแกะชีพแลนด์ ที่นี่คุณจะได้สัมผัสกับความน่ารักของแกะตัวเล็กตัวน้อยไปถึงตัวใหญ่ ที่สามารถลูบ จับ สัมผัสได้ จะอุ้ม จะกอด ทำได้หมด ไม่เสียค่าเข้าชมแต่อย่างใด เพียงแค่คุณเดินผ่านประตูรั้วเข้าสู่สนามหญ้า พวกมันก็จะวิ่งเข้ามารุมล้อมรอบตัวคุณแล้ว เป็นการออดอ้อนให้คุณซื้อนมสดหรืออาหารเม็ดมาป้อนให้พวกมัน ช่างเป็นภาพที่น่ารักน่าเอ็นดูจริง ๆ แถมมันยังชอบทำตัวเป็นดาราหน้ากล้องให้คุณถ่ายรูปคู่กับมันอีก เมื่อชื่นชมความน่ารักของลูกแกะน้อยกันจนพอใจแล้ว ก่อนจากไปก็อย่าลืมแวะชิม เจลลาโต้ไอศครีมไขมันต่ำแบบโฮมเมด แล้วเลือกซื้อสินค้าแฮนด์เมดจากผลิตภัณฑ์ขนแกะต่าง ๆ ไปฝากคนที่บ้านด้วย ชีพแลนด์ เปิดทุกวัน 11.00 – 20.30 น. (หยุดทุกวันอังคาร) โทร. 08-8071-2012 

 

 

 

          ออกจากชีพแลนด์มาอีกนิดเดียว ประมาณ กม.ที่ 6 เราก็มาถึง The Smoke House ร้านอาหารยุโรป และอาหารไทยสไตล์ฟิวชั่น ซึ่งเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมากในช่วงนี้ โดยสร้างเป็นปราสาททรงยุโรปโบราณออกมาได้อย่างโดดเด่นสะดุดตาเป็นสง่ากับถนนสายนี้มาก ใครที่ผ่านไปมาต่างก็อดใจไว้ไม่ได้ที่จะต้องแวะถ่ายรูปกันไว้เป็นที่ระลึกไว้แอ๊คอาร์ตกับเพื่อนฝูงประหนึ่งว่าได้ไปเยือนดินแดนยุโรปแห่งใดแห่งหนึ่งมาก็มิปาน อาหารที่นี่รสชาติดี แต่ขอแนะนำว่าควรสั่งมาหลาย ๆ เมนู แล้วแชร์กันทานจานโน้นคำจานนี้คำ รับรองได้อิ่มกันทั้งวงแน่นอน ราคาอาจจะดูค่อนข้างสูงแต่ก็คุ้มค่า เพราะของเค้าจานใหญ่จัดเต็มสมราคา 

          และถ้ามานั่งทานตั้งแต่ 1 ทุ่ม เป็นต้นไป ท่านก็จะได้ทานข้าวเคล้าเสียงเพลงจากจาก 3 หนุ่มหล่อ บนเวทีแสดงสด ที่สามารถมองผ่านออกไปเห็นทุ่งกว้างและขุนเขาเบื้องหลัง ก็นับได้ว่าเป็นมื้อค่ำที่โรแมนติคไม่เบาเลยทีเดียว มีบริการไวน์รสเลิศและเบอเกอรี่รสละมุม สำหรับผู้ที่ชื่นชอบ เวลาที่เหมาะสำหรับการมาเยือนที่นี่ก็น่าจะประมาณช่วงแดดร่มลมตก จนถึงช่วงหัวค่ำ เพราะเมื่อยามพระอาทิตย์เริ่มอัสดง เราก็จะเริ่มเห็นแสงไฟประดับที่ทางร้านจัดแต่งไว้เพื่อเสริมความสง่างามให้กับเดอะสโมกเฮ้าส์แห่งนี้มากยิ่งขึ้น เรียกได้ว่าเป็นที่ที่สวยทั้งกลางวันและกลางคืนจริง ๆ เดอะสโมกเฮ้าส์ เปิดบริการทุกวัน 10.00 – 22.30 น. โทร. 0-4436-5222

 

          ผ่านเดอะสโมกเฮ้าส์มาเพียงไม่กี่นาที ช่วง กม.ที่10.6 ฝั่งซ้ายมือ เราจะได้เห็นเห็ดปูนปั้นน้อยใหญ่ สีสันน่ารัก เรียงรายอยู่ในสนามหญ้า เป็นสถานที่เที่ยวเชิงเกษตรแห่งใหม่ที่เปิดมาได้เพียงไม่นานเขาใหญ่พานอราม่า ฟาร์ม ที่เปิดให้เข้าชมวิธีการเพาะเห็ด และสามารถเลือกเก็บเห็ดมากมายหลายสายพันธุ์ด้วยมือของคุณเอง เสร็จแล้วนำมาชั่ง จ่ายเงิน นำกลับไปปรุงอาหารที่บ้านได้เลย หรือจะเลือกสั่งอาหารเมนูเห็ดนั่งทานกันสักมื้อ ก็อิ่มอร่อยได้สุขภาพดี ซึ่งมีให้เลือกอยู่หลายเมนู อาทิ ลาบเห็ด ยำเห็ดสามอย่าง เห็ดทอด เห็ดย่าง ทำได้หมด แถมเห็ดสด ๆ ที่เพิ่งเก็บไปจะได้รสชาติหวานอร่อยดีด้วย 

          นอกจากนี้ ยังมีผลิตภัณฑ์เห็ดแปรรูปให้เลือกซื้อกลับบ้านทั้งของสดของแห้งหลายรายการ เช่น ไส้อั่วเห็ด แหนมเห็ดโคนญี่ปุ่น น้ำพริกเผา น้ำพริกตาแดง เห็ดสวรรค์ ทองม้วน ทองพับ น้ำเห็ด 5 อย่างเพื่อสุขภาพ สมุนไพรเห็ดอัดแคปซูล ฯลฯ  เป็นที่ถูกอกถูกใจในกลุ่มคนรักสุขภาพอย่างมาก เขาใหญ่ พานอราม่า ฟาร์มเห็ด เปิดทุกวัน 8.00 – 17.00 น. หยุดทุกวันอังคาร โทร. 0-4475-6234

 

          มุ่งหน้าตรงมาอีกประมาณ 2 กิโลฯ ฝั่งซ้ายมือ สำหรับผู้ที่ชื่นชอบความเร็วและความตื่นเต้นไม่ควรพลาดกับสนามขับรถโกคาร์ทประลองความเร็วกันเล่นที่ เขาใหญ่ สปีดคาร์ท ที่นี่เขามีบริการรถโกคาร์ททั้งของเด็กและผู้ใหญ่ รวมทั้งรถโกคาร์ทแบบ 2 ที่นั่ง รถเอทีวีของเด็กก็มีให้เช่าขับ พร้อมไฟส่องสนามยามค่ำคืน เพื่อความปลอดภัย ในราคาชั่วโมงละ 300 บาท  และสำหรับสาว ๆ ที่ไปด้วย แต่ไม่อยากแข่งรถกับหนุ่ม ๆ เค้า ก็มีที่นั่งชมทีวีถ่ายทอดสดพร้อมทานอาหารรอหนุ่ม ๆ ไปพลาง ๆ เพราะเค้ามีอาหารและเครื่องดื่มไว้บริการพร้อมสรรพทุกสิ่ง แถมยังรับจัดงานปาร์ตี้สังสรรค์ สัมมนา ในโอกาสพิเศษต่าง ๆ อีกด้วย เปิดทุกวัน 9.00 – 21.00 น. โทร. 08-6660-8060

 

          จากเขาใหญ่สปีดคาร์ทมาถึง กม.13 เราลองหันมามองฝั่งขวามือกันบ้าง ก็จะเห็น Cottages @ Hill Resort รีสอร์ทสีสันสวยหวานน่ารักราวกับหมู่บ้านเทพนิยายในการ์ตูนฝรั่ง สำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการพักกับรีสอร์ทใหม่แกะกล่องแล้วไม่ผิดหวัง ลองเข้าเลือกชมดู มีบ้านขนาด S M L XL ให้เลือกตามความเหมาะสมกับหมู่คณะ หรือจะเพียงเข้ามาแวะนั่งพักดื่มกาแฟทอดอารมณ์ก่อนขึ้นชมเขาใหญ่ หรือจะจัดหนักกับสเต๊ก ต่อด้วยไอศครีม อิ่มแล้วเกิดจะง่วงกับเข้านวดแผนไทยได้อีก ที่นี่เค้ามีพร้อม สอบถามรายละเอียดโทร. 08-1120-6008

 

          ก่อนถึงอุทยานฯ เขาใหญ่ ที่ กม.17 ฝั่งซ้าย จะเห็นอาคารสไตล์อิตาเลี่ยนโบราณสีน้ำตาลอมส้มเรียงราย เป็นที่รู้จักกันในนาม Palio Khao Yai สถานที่ท่องเที่ยวและแหล่งช้อปปิ้งของเขาใหญ่ ในคอนเซ็ปต์ถนนคนเดิน กับสินค้าอันหลากหลายที่มีมากมายกว่า 120 ร้านค้า รวมทั้งอาหาร เครื่องดื่ม สปา เสริมสวย ตลอดจนที่พักในแบบบูติคโฮเทลที่นับว่าอยู่ใกล้สะดวกสบายต่อการขึ้นเที่ยวชมอุทยานฯ เขาใหญ่มากที่สุดแห่งหนึ่งด้วย ที่นี่นอกจากคุณจะสนุกกับการช็อปปิ้งสินค้าต่าง ๆ แล้ว ยังมีมุมสวย ๆ มากมายให้ถ่ายภาพเล่นเป็นที่ระลึก เสมือนหนึ่งว่าคุณไปเยือนเมืองอิตาลีมาอวดเพื่อนฝูงให้ดูกันอย่างตื่นตาตื่นใจเลยทีเดียว ปาลิโอ เขาใหญ่ เปิดทุกวัน  8.00 – 20.00 น. โทร. 0-4436-5899

 

          เสร็จสรรพจากการโพสต์ท่าสวยกันแล้วก็มาสัมผัสธรรมชาติและอากาศบริสุทธิ์อย่างแท้จริงที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ก่อนจะผ่านด่านของอุทยานฯ เข้าไป สิ่งแรกที่ควรจะทำก็คือการแวะกราบนมัสการ เจ้าพ่อเขาใหญ่ กันเสียก่อน เพื่อเป็นสิริมงคลในการมาเยือนถิ่นนี้ สำหรับเจ้าพ่อเขาใหญ่นั้น ท่านมีตัวตนจริง เคยเป็นบุคคลที่มีชีวิตอยู่ในโลกนี้มาก่อน เดิมท่านชื่อ นายจ่าง นิสัยสัตย์ รับราชการเป็นปลัดกองทัพไทย เมื่อเสร็จศึกสงครามท่านมักจะออกเยี่ยมเยือนลูกน้องเก่าของท่าน เมื่อท่านทราบว่าลูกน้องเก่าของท่านไปตั้งตัวเป็นโจรบนเขาใหญ่และถางป่าบนเขาใหญ่จนเตียนโล่ง ก็เสียใจมาก ท่านจึงขอร้องให้ลูกน้องท่านเลิกและอพยพมาอยู่ข้างล่าง แต่ก็มีกลุ่มโจรกลุ่มหนึ่งไม่ยอมเชื่อ เมื่อตกลงกันไม่ได้ จึงเกิดการต่อสู้กันขึ้น ปรากฏว่าหัวหน้าโจรกลุ่มนั้นถูกยิงเสียชีวิต ท่านจึงเป็นบุคคลที่ชาวบ้านให้ความเคารพนับถือเป็นอย่างมาก  นอกจากนั้นท่านมีจิตใจโอบอ้อมให้ความช่วยเหลือชาวบ้านทุก ๆ ด้าน ต่อมาท่านได้จบชีวิตลงด้วยไข่ป่า ด้วยวัย 75 ปี ชาวบ้านจึงพร้อมใจกันตั้งศาลเพียงตาไว้ที่ในบริเวณวัดหนองเคียม จังหวัดนครนายก เรียกว่า “ศาลเจ้าพ่อปลัดจ่าง” 

          ต่อมาหลังจากที่รัฐบาล ฯพณฯ จอมพลสฤษดิ์  ธนะรัชต์ ได้จัดตั้งให้ป่าเขาใหญ่ เป็นอุทยานแห่งชาติ ได้เกิดนิมิตรถึงเจ้าผู้คุ้มครองสรรพสัตว์และผืนป่า จึงได้มีการจัดตั้งศาลเจ้าพ่อขึ้นที่บริเวณกิโลเมตรที่ 23 ถนนธนะรัชต์ และได้อัญเชิญดวงวิญญาณของท่านมาสถิตย์ไว้ แล้วขนานนามว่า “ศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่” นักท่องเที่ยวที่แวะกราบไหว้อธิษฐานขอโชคลาภ และให้การเดินทางเป็นไปอย่างปลอดภัย ท่านก็มักจะเมตตาให้สมความปรารถนาอยู่เสมอ

          เมื่อนมัสการเจ้าพ่อเขาใหญ่ และผ่านด่านเข้ามาแล้ว เราควรแวะไปที่สำนักงานของอุทยานเสียก่อน เพื่อดูว่ามีแผนกใดบ้างที่เราต้องการติดต่อสอบถามข้อมูลที่น่าสนใจว่าเราจะทำกิจกรรมใดบ้างที่นี่ หรือศึกษาเส้นทางไปสู่จุดเที่ยวชมต่าง ๆ เช่น หน่วยกู้ภัย ศูนย์ปฎิบัติการบิน ฝ่ายวิชาการ ( พืชพรรณสัตว์ป่าและอากาศ ) ฝ่ายนันทนาการและบ้านพัก ร้านจำหน่ายของที่ระลึก หน่วยงานบริการพาส่องสัตว์ สำนักงานจองที่พักกางเต๊นท์ ฯลฯ 

 

 

          สำหรับเราเลือกที่จะแวะชม น้ำตกเหวสุวัต โดยขับผ่านศูนย์บริการนักท่องเที่ยวมาประมาณ 200 เมตร ก็จะพบกับ อ่างเก็บน้ำสายศร ซึ่งเป็นแหล่งเก็บน้ำ เพื่อใช้ภายในอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ สำหรับทั้งบ้านพักเจ้าหน้าที่และบ้านพักนักท่องเที่ยว และยังเป็นแหล่งน้ำสำหรับสัตว์ป่าด้วย บริเวณสันอ่างเก็บน้ำจะมีทางเดิน ไปออกที่หอดูสัตว์หนองผักชีได้ โดยต้องติดต่อเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่ามานำทาง เพราะทางอุทยานฯ ไม่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวเดินเอง เนื่องจากสภาพพื้นที่ป่าเป็นป่าทึบมีโอกาสหลงทางได้ง่าย อ่างเก็บน้ำสายศร ยังเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกที่ดีจุดหนึ่งในอุทยานฯ เพราะพระอาทิตย์จะตกหลังแนวเขาพอดี ซึ่งเป็นภาพที่น่าประทับใจมาก 

          ในระหว่างทางที่เราขับรถไปเที่ยวยังน้ำตกเหวสุวัต ก็อาจจะเห็นกวาง ช้าง หรือ ลิง ลงมากินน้ำหรือหาอาหารบ้าง แต่ต้องใช้ความระมัดระวังในการขับรถพอสมควรเพราะทางค่อนข้างลดเลี้ยวและชันบ้างในบางช่วง โดยจุดหมายปลายทางของเราในครั้งนี้คือ น้ำตกเหวสุวัต เป็นน้ำตกแห่งหนึ่งที่สวยงามของอุทยานฯ เขาใหญ่ โดยเกิดจากห้วยลำตะคองไหลตกผ่านหน้าผาสูงราว 25 เมตร และมีแอ่งน้ำทางด้านล่าง ทางอุทยานฯ ห้ามลงเล่นน้ำ เนื่องจากกลัวอันตรายจากน้ำป่าไหลหลากเฉียบพลัน หากมาในฤดูน้ำน้อย จะสามารถเดินลัดเลาะเพื่อเข้าไปยังโพรงถ้ำเล็ก ๆ ใต้หน้าผาน้ำตกได้ สำหรับห้วยลำตะคองนี้ หลังจากผ่านน้ำตกเหวสุวัตแล้ว ยังมีน้ำตกเหวไทรและน้ำตกเหวประทุนที่อยู่ลึกเข้าไปอีก แต่จะต้องเดินผ่านป่าลึกฝ่าดงทากเข้าไป ควรมีเจ้าหน้าที่นำทางไปด้วยเนื่องจากในป่าลึกนั้นเส้นทางไม่ชัดเจน อาจพลัดหลงได้ง่าย 

          สำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการใกล้ชิดธรรมชาติมากยิ่งขึ้น ก็สามารติดต่อของกางเต้นท์ได้ที่ จุดกางเต๊นท์น้ำตกผากล้วยไม้ มีห้องน้ำ ลานจอดรถ และลานกางเต้นท์ ที่สะดวกสบาย และจากจุดนี้หากเดินเท้าลัดเลาะไปตามห้วยลำตะคอง ผ่านป่าดงดิบตลอดทาง ประมาณ 1.2 กิโลเมตร ก็จะถึงน้ำตก ซึ่งมีลักษณะเป็นผาไม่สูงนัก น้ำตกแห่งนี้มีกล้วยไม้หลายชนิดเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะกล้วยไม้หวายแดง ซึ่งจะออกดอกช่วงเดือนเมษายน หากเดินเลาะไปตามโขดหินอีกประมาณ 100 เมตร ก็จะพบน้ำตกชั้นใน ซึ่งมีความสวยงามไม่แพ้กัน และหากเดินเลาะมาตามห้วยลำตะคองเรื่อย ๆ ก็จะมาทะลุถึงน้ำตกเหวสุวัตได้ 

          สำหรับสถานที่กางเต็นท์นั้น มีลานกางเต็นท์ตามจุดต่าง ๆ และมีเต็นท์ให้เช่า การสำรองที่พักเต็นท์สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดได้กับอุทยานฯ โดยตรง นอกจากที่กางเต๊นท์แล้ว ทางอุทยานฯ ยังมีบริการ ที่พัก มีบ้านพักเดี่ยว บ้านพักเรือนแถว ให้บริการแก่นักท่องเที่ยว จำนวน 4 โซน ได้แก่ โซนศูนย์บริการนักท่องเที่ยว โซนบนเขา-จุดชมวิว โซนค่ายสุรัสวดี และโซนบ้านธนะรัชต์ ในการมาพักแรมที่อุทยานฯ นี้ นักท่องเที่ยวไม่จำเป็นต้องเตรียมอาหารมาเอง เพราะมีร้านอาหารให้บริการ ตั้งแต่เวลา 07.00 – 18.00 น. ในวันจันทร์ – ศุกร์ และเวลา 07.00 – 21.00 น. ในวันเสาร์ – อาทิตย์ ถึง 5 แห่งด้วยกัน คือ บริเวณศูนย์บริการนักท่องเที่ยว, บริเวณจุดกางเต็นท์ผากล้วยไม้, บริเวณจุดกางเต็นท์ลำตะคลอง, บริเวณน้ำตกเหวสุวัต, บริเวณน้ำตกเหวนรก พร้อมสุขาสาธารณะบริการตามจุดบริการนักท่องเที่ยว และบริเวณลานกางเต็นท์ 

          นอกจากนี้อุทยานฯ เขาใหญ่ ยังมีจุดท่องเที่ยวที่น่าสนใจอีกมากมาย เช่น เขาร่ม เป็นยอดเขาที่สูงที่สุดของอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เขาแหลม เขาเขียว เขาสามยอด เขาฟ้าผ่า เขากำแพง เขาสมอปูน เขาแก้ว น้ำตกเหวนรก จุดชมวิวผาเดียวดาย จุดชมวิวผาตรอมใจ หอดูสัตว์หนองผักชี หอดูสัตว์คลองปลากั้ง จุดชมวิว กม.30 

 
 

 

 

          เมื่อชื่มชมธรรมชาติบนอุทยานฯ กันเต็มอิ่ม ก็ถึงเวลากลับ โดยเมื่อออกจากอุทยานฯ เข้าสู่เส้นทางถนนธนะรัตช์ ถึงจุดตัดกับถนนผ่านศึก- กุดคล้า ประมาณ กม.ที่ 23 ให้เลี้ยวซ้ายแล้วมุ่งหน้าไปประมาณ 10 กว่ากิโลฯ เพื่อเยี่ยมชม ไร่องุ่นไวน์กราน-มอนเต้ ตั้งอยู่ในหุบเขาอโศก ใกล้อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ โอบล้อมไปสีเขียวสดเรียงเป็นแนวของต้นองุ่นไวน์อันเลื่องชื่อหลากหลายสายพันธุ์ สามารถหาซื้อหาผลองุ่นสด และผลิตภัณฑ์จากองุ่นเป็นของฝาก ได้ที่ “ร้านมอนติโน” ที่ตั้งอยู่บริเวณด้านหน้าทางเข้าไร่แห่งนี้หรือหากอยาก หรือจะลิ้มลองอาหารสเลิศสไตล์ตะวันตกที่ “ร้านวิคคอตโต้” ก็ได้ ไร่กราน-มอนเต้ เปิดทุกวัน 11.00 – 21.00 น. โทร. 0-3622-7334-5

 

          ช่วงเวลาแห่งความสุขยังไม่หมดเพียงเท่านี้ เมื่อท่านมุ่งหน้าเดินทางกลับกรุงเทพฯ โดยใช้เส้นทางถนนมิตรภาพ ประมาณ กม. ที่ 155 – 156 ก็จะได้พบกับ ไร่ข้าวโพดสุวรรณ อันสวยงาม โดยการันตีได้ว่า เป็นฉากประกอบในละครทีวีมาแล้วหลายเรื่อง ไร่นี้อยู่ภายใต้การดูแลของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ด้วยบรรยากาศเย็นสบาย พร้อมวิวทิวทัศน์ของทุ่งข้าวโพด ดอกผักเสี้ยนสีชมพู ดอกดาวกระจายหลายหลากสี กลางหุบเขา บนเนื้อที่กว่า 400 ไร่ มีข้าวโพดหวาน ทั้งแบบต้มและแบบดิบ รวมทั้งน้ำนมข้าวโพดและสินค้าการเกษตรจำหน่าย สามารถหาซื้อของขวัญของฝากเพื่อนฝูง ญาติสนิท มิตรสหายกันได้ที่นี่ เปิดบริการทุกวัน เวลา 8.00 – 20.00 น. โทร. 0-4436-1770-4

          การเดินทางท่องเที่ยวที่ดี คือ การเก็บเกี่ยวประสบการณ์ต่าง ๆ ที่เราได้พบเจอระหว่างทาง ไม่ว่าจะเป็นผู้คน สถานที่ สิ่งของ บรรยากาศ ฯลฯ เพราะทุกอย่างคือประสบการณ์แห่งความสุขที่คุณได้รับและสัมผัสได้เพียงคนเดียวเท่านั้น กับ “ความเป็นส่วนตัวในโลกของส่วนรวม” สนุกและมีความสุขกับชีวิตในทุกย่างก้าวที่คุณออกเดินทางนะคะ…มิตรรักนักเดินทาง

โพสท์ใน ไม่มีหมวดหมู่ | ใส่ความเห็น